วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เล่น Forex ยังไม่เข็ดอีกเรอะ ภาค2

เล่นมาหลายเดือน(เงินปลอมนะ)ก็สังเกตุอะไรได้หลายอย่าง สำหรับคู่ EUR/USD

1. กราฟจะวิ่งให้เข้าเก็งกำไรได้ประมาณตี 3-5 ให้เปิด Order ดักไว้ทั้งสองทางเลย แล้วพอเช้ามาก็ปิด ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น ไม่ต้องเสียดายเพราะส่วนใหญ่พอเริ่มเช้ากราฟมันจะเริ่มวิ่งสวนทาง

2. กราฟวิ่งดีตอนประมาณ บ่าย2 - บ่าย4 อีกช่วงก็ซัก 1ทุ่ม - 3ทุ่ม


ข้อควรจำ ถ้าเล่นสวนเทรนใหญ่ ได้กำไรแล้วต้องออก ไม่งั้นไม่เหลืออะไร

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เล่น Forex ยังไม่เข็ดอีกเรอะ

การลงทุนมีความเสียว ข้อนี้จริงทุกประการ เล่นเงินปลอม เสียก็ช่างมัน ถือไว้ก่อนยังไม่ถึง SL เด๋วมันก็ขึ้น พอเป็นเงินจริงแล้วทำไม่ได้แฮะ เล่นเงินจริงมาตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. ตอนนี้ก็เกือบ 2 อาทิตย์แล้ว ยังไม่เคยถือรอจนมันทำ Higher low ได้เลย

ความโลภและความกลัวเข้าครอบงำจิตใจ

3 วันแรกยังได้กำไรอยู่ สงสัยยังติดมาจากเล่นเงินปลอม ถือทำ higher low ได้บ้าง Performance พุ่งปรี๊ดจนคิดว่าเออทำไมกูเก่งจัง สงสัยต้องลาออกไปเล่น Forex อย่างเดียวแล้วมั้ง

พอเข้าวันที่ 4 ความจริงเริ่มปรากฎ ดีนะยังไม่ได้ไปลาออก :P
จนตอนนี้ขอประมวลความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วง 4 วันที่ผ่านมาหน่อยเหอะ
1. ความโลภและประมาทเข้าครอบงำ ไม่ยอมเลื่อน SL ตามราคาที่พุ่งขึ้น พอเผลอปุ๊บเรียบร้อย
2. เล่นสวนเทรน รู้อยู่ว่าเล่นสวนเทรนมันไม่งาม งานจะเข้า แต่ประมาทเล่นสวนแล้วพอกำไรไม่ยอมปิดออเดอร์ โลภอยากได้มากเพราะคิดว่ามันไม่น่าจะขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมเลื่อน SL นะ พอมันวิ่งกลับเข้า Trend เดิมก็บ้าไปเลย
3. เชื่อ indicator มากกว่าราคาที่เห็นอยู่ตรงหน้า คิดเข้าข้างตัวเองว่าเฮ้ย RSI overbought แล้วเด๋วมันต้องลง พอราคามันหักหัวนิดเดียวก็ short เลย ทั้งๆที่มันยังไม่จบแท่งด้วยซ้ำ กลัวกำไรน้อยไง(โลภอีกแล้ว) โดนทันที พอราคาไปต่อ indicator ก็ไปต่อ overbought ไปสูงกว่าเดิมอีก (แม่งงง)
4. เปิดออเดอร์โดยไม่มี SL นี่แหละ อันตรายสุดๆ ไม้เดียวโดนไปเกือบ $100 เข็ดไปเลยมั้ยล่ะ (เข็ดแล้วจ้า)
5. ปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุน ด้วยความหวังลมๆแล้งๆว่าเด๋วมันต้องขึ้น นี่ก็บ้าไปเลยเชื่อมั่นมากไปทำให้เป็นสาเหตุของการรอจนกำไรเกือบ $100 กลายเป็นขาดทุน ถ้ามั่นใจ ยังไงก็ต้องเลื่อน SL ขอร้องเลย
6. มองทิศทางตลาดไม่ออกก็ยังเข้าไปเล่น จริงๆถ้ามองไม่ออกก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าน่าจะ side way เข้าไปก็เจ็บตัว แถมคืนกำไรเกือบหมดอีก

จำไว้ๆๆๆๆๆๆๆ อย่าให้เกิดขึ้นอีก

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พลังเงินทุนต่างชาติ กำลังหลักขับเคลื่อนหุ้นไทยในปัจจุบัน?

ก่อนอื่นขอเอารูปให้ดูก่อน


จากรูปเป็นกราฟ SET ที่มี indicator 2 ตัว คือ Foreign Fund flow และ Volume ของตลาดรวม ตอนนี้ขอพูดถึงเฉพาะส่วนของ Foreign fund flow นะครับ

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมาเงินทุนของต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก
ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ปี 2004 - ปลายปี 2006 เงินต่างชาติไหลเข้ารวมทั้งสิ้น +17,033.41 ล้านบาท
ช่วงที่ 2 ปี 2007 ทั้งปี เงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยรวมทั้งสิ้น +6,423.37 ล้านบาท
ช่วงที่ 3 ปี 2008 ทั้งปี เงินต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยรวมทั้งสิ้น -4,611.78 ล้านบาท
ช่วงที่ 4 ตั้งแต่ปี 2009 - ปลายปี 2010 เงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย +14,714.15 ล้านบาท
ช่วงที่ 5 ตั้งแต่ต้นปี 2011 จนถึงปัจจุบัน เงินต่างชาติไหลออกแล้วรวมทั้งสิ้น -77.59 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าช่วงที่ 1 เงินต่างชาติเข้ามามาก แต่ก็ยังไม่ทำให้หุ้นไทยขยับไปไหน ช่วงนี้เรียกได้ว่าต่างชาติไม่ค่อยมีผลกับหุ้นไทยมากนัก เพราะอะไร ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะมาช่วยกันหาคำตอบหน่อย
ช่วงที่ 2 ช่วงนี้เหมือนนักลงทุนไทยเพิ่งตื่น หรือเพิ่งคิดได้ว่าเศรษฐกิจไทยนี่ดีนะ ราคาหุ้นขยับตัวสูงขึ้นมาก เพิ่มขึ้น 300 จุดในปีเดียว
ช่วงที่ 3 เหมือนฟ้าแกล้งอเมริกาเกิดวิกฤต Subprime หุ้นไทยร่วงระเนระนาดจาก 900 จุดในปี 2007 มาเหลือแค่ 400 จุดตอนสิ้นปี 2008 แต่สังเกตุดูที่บอกว่าฝรั่งเอาเงินออกน่ะ เอาออกไปไม่เท่ากับที่เอาเข้าปีที่แล้วด้วยซ้ำ นี่แสดงว่าเราตกใจกันเกินกว่าเหตุหรือเปล่า
ช่วงที่ 4 หลังจากทุกอย่างเริ่มคลี่คลายมีดหล่นลงปักพื้น ฝรั่งกลับมาอีกครั้งด้วยมูลค่ารวมของปี 2009 - 2010 เกือบหมื่นห้าพันล้านบาท หุ้นไทยก็วิ่งไม่ลืมหูลืมตา เกิดเศรษฐีใหม่อายุน้อยๆที่มองเห็นการณ์ไกลมากมาย
ช่วงที่ 5 ปีนี้ 2011 หุ้นไทยทำจุดสูงสุดที่ 1,113.63 จุดเมื่อวันที่ 21 เดือนเมษาแต่หลังจากวันนั้นฝรั่งก็เริ่มรินเงินออกจากตลาดหุ้นไทย

ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพนะครับ รูปข้างล่างคือรูปก่อนเกิด Subprime


จะเห็นได้ว่าหลังจากฝรั่งเทขายหุ้นออกมา หุ้นไทยก็ร่วง แต่ว่ามีแรงเฉื่อยจากนักลงทุนรายย่อยกลับเ้ข้าซื้อหุ้น ทำให้หุ้นไทยขยับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่จะเห็นได้ว่าฝรั่งไม่กลับเข้ามาซื้อต่อเนื่องอีกเลย ทำให้หุ้นไทยไม่มีแรงซื้อที่แข็งแกร่งที่จะดันดัชนีขึ้นไปทำ New high ได้ จนเกิด Subprime หุ้นไทยร่วงเละเทะดังกล่าว














รูปข้างล่างคือภาพในปัจจุบัน

จะเห็นว่าหลังจากแรงขายหนักๆจากฝรั่งจนทำหุ้นไทยร่วงแรงแล้วก็ไม่ได้มีแรงซื้อต่อเนื่องจากฝรั่งอีกเลยจนทุกวันนี้

ถ้าสมมุติฐานเราอยู่ที่หุ้นจะขึ้นต้องมีแรงซื้อจากฝรั่งมาช่วยดันดัชนี นั่นแปลว่าตอนนี้เราก็ยังอยู่ในขาลงอยู่ใช่หรือเปล่า ?

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เศรษฐกิจต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

คำกล่าวที่บอกว่าเวลาล้ม ล้มเป็นโดมิโน่นี่ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด เคยเกิดให้เห็นมาแล้วหลายครั้งในอดีต ของไทยก็เคยมีตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนนั้นก็กระทบกันไปทั้งโลกโดยเริ่มที่ไทยก่อน ไม่กี่ปีที่แล้วก็วิกฤตซับพรามในอเมริกา ตอนนั้นไทยโดนหนักโดยเฉพาะตลาดหุ้นจากประมาณ 900จุดไปเหลือ 400จุดภายใน 1 ปี ใครโดนมาตอนนั้นคงยังพอจำกันได้ แต่ผมไม่โดน ฮ่าๆเพราะตอนนั้นยังไม่เริ่มเข้าตลาด :D

ล่าสุดตอนนี้ยังไม่สะเด็ดน้ำก็คือกรีซ ยังไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย เค้าว่าเศรษฐกิจกรีซส่อแววมานานแล้ว ตั้งแต่ปลายปี 2009 แล้วก็กระเพื่อมเป็นช่วงๆตลอดมาจนเริ่มสุกงอมเมื่อปลายปีต่อมาต้นปีนี้ จนตอนนี้เรียกได้ว่าใกล้เละแล้ว

เละยังไง ก็ตอนนี้รัฐบาลต้องการเงินกู้ก้อนที่ 5 จาก EU และ IMF ขนาด 1.2 หมื่นล้านยูโรเพื่อมาชำระหนี้พันธบัตรที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนสิงหาคมนี้ (พันธบัตรรัฐบาลก็คือรัฐบาลขอกู้เงินกับประชาชนนั่นเอง ที่เค้าบอกว่าพันธบัตรมั่นคงสูงก็เพราะลูกหนี้เป็นรัฐบาล โอกาสเบี้ยวหนี้ก็น้อย แต่ตอนนี้กรีซกำลังจะไม่มีตังไปจ่ายเจ้าหนี้แล้ว) ทีนี้ EU กับ IMF ก็มีเงื่อนไขในการให้กรีซกู้เงิน โดยขอให้กรีซเพิ่มมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อจะได้แน่ใจได้ว่ากรีซจะมีฐานะทางการเงินดีขึ้น จะได้ไม่เบี้ยวหนี้ EU กับ IMF อีกราย ทีนี้ก็เป็นเรื่องสิ เพราะนโยบายรัดเข็มขัดรอบก่อนหน้าโดยการปรับลดค่าแรงและบำเน็จบำนาญก็ทำประชาชนเดือดมาทีนึงแล้ว คราวนี้เลยมีประท้วงใหญ่ ตามข่าวนักข่าวบอกว่ามีไม่ต่ำกว่า 4หมื่นคนที่ออกมาประท้วงรัฐบาล เลยเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีนายจอร์จ ปาปันเดรอู อาจจะปลดนายจอร์จ ปาปาคอนสแตนตินูออกจากรมต.คลัง การเมืองกระเพื่อมทีเดียว แต่แค่นี้ยังน้อยถ้าเทียบกับระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง

เพราะเจ้าหนี้ที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลกรีซไว้คือธนาคารใหญ่ๆทั้งหลายในสหภาพยุโรป ทีนี้พอธนาคารโดนเบี้ยวมันก็จะกระทบเศรษฐกิจของยุโรปต่อเนื่องเป็นลูกโซ่เพราะสภาพคล่องธนาคารจะลดลง อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของยุโรปชลอตัวลง

แถมบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังมาตอกย้ำความเชื่อว่ากรีซจะไม่จ่ายหนี้ด้วยการปรับลดเครดิตกรีซเหลือแค่ CCC ซึ่งต่ำกว่า Junk Bond ซะอีก ถ้าเทียบตอนนี้อันดับความน่าเชื่อถือของกรีซก็ต่ำที่สุดในโลกแล้ว โดยต่ำกว่าประเทศยากจนอย่างปากีสถาน และเอกวาดอร์ซะอีก

แล้วทีนี้เกิดอะไรขึ้น ค่าเงินยูโรก็อ่อนสิครับ ทำให้ค่าเงิน US แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโรประกอบกับการที่นักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจยุโรปจะชลอตัว ทำให้ราคาน้ำมันตกแรงเลยทีนี้ โดยสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าเดือนกรกฏาคมลดลงไปถึง 2-3 USD ภายในวันเดียว

ทีนี้พอยุโรปเศรษฐกิจทำท่าจะชลอตัว ซึ่งอเมริกาก็เหมือนจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรอบ 2 ยิ่งรวมกับจีนที่ตอนนี้ต้องการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจเพราะอัตราเงินเฟ้อขึ้นมาสูงถึง 5% แล้ว ตอนนี้เลยพาให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งไทยเกิดอาการเซๆ

เมื่อเศรษฐกิจทั่วโลกไม่ดี แต่ละประเทศไม่ค่อยมีตังซื้อของ ประเทศที่เน้นการส่งออกอย่างไทยซึ่งประเทศที่นำเข้าสินค้าไทยมากเป็นอันดับ 1 และ 3 คือจีนและอเมริกาจะเป็นยังไง คำตอบที่น่าจะคิดได้ก็น่าจะเป็นไทยก็คงจะเซไปกับเค้าด้วยนั่นแหละ

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ใครได้กำไร

หลายวันมานี้ต่างชาติเทขายตลอดเกือบ 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ทำให้ดัชนี SET รูดเป็นน้ำก๊อก แต่ขณะเดียวกันคนที่ทำให้ SET ไม่ร่วงมากก็คือรายย่อยที่ขนเงินมาช้อนซื้อหุ้นที่ต่างชาติขาย จนจะเห็นได้ว่าวันไหนต่างชาติขายวันนั้นรายย่อยซื้อสุทธิ วันไหนที่ต่างชาติซื้อรายย่อยขายสุทธิ จนนักวิเคราะห์บางคนบอกรายย่อยไทยทุกวันนี้เก่งมาก ช้อนซื้อของถูกเอาไปขายฝรั่ง

เป็นอย่างนั้นจริงหรือ???

บางครั้งมองผ่านๆมันก็อาจเป็นแบบนั้น และรายย่อยบางคนก็คงเป็นแบบนั้น แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่แน่นอน เพราะอะไร? ...ก็น่าจะเป็นเพราะในขณะที่รายย่อยซื้อสุทธิดัชนีกลับยังเป็นลบ แถมบางวันลบเยอะด้วย

แปลว่าอะไร ก็แปลว่ารายย่อยที่ซื้อวันที่ลงวันแรกๆติดดอยไง ถึงจะซื้อเฉลี่ยขาลงเพราะคิดว่ามันลงมาเยอะแล้ว แต่ดัชนีมันก็ยังลงไม่หยุดเพราะฝรั่งยังไม่หยุดขาย เพราะงั้นถึงจะเฉลี่ยขาลงต้นทุนก็ยังคงสูงอยู่ดี

ฉะนั้นรายย่อยที่ได้กำไรก็คือรายย่อยคนที่ซื้อวันสุดท้ายก่อนที่ดัชนีมันจะกลับตัวเป็นบวก คนที่ซื้อวันนั้นแหละซื้อของถูกจริง นอกนั้นซื้อแพงหมด !!!

และถ้ามันยังเป็นขาลงอยู่ ดัชนีไม่เด้งกลับไปเท่าหรือเกินทุนรายย่อยที่ซื้อวันแรกๆหรือซื้อเฉลี่ยขาลงจะอยู่ดอยนานแน่นอน

ระวังๆๆๆ ถ้าแนวโน้มตลาดไม่ดีอย่ารีบเข้าไปรับมีด ไม่ใช่แค่บาดมือแต่บาดลึกถึงในทรวงเลยทีเดียว

แบงค์กงเต็ก ?

นึกถึงอัตราเงินเฟ้อของไทยทุกวันนี้ รัฐบาลบอกว่าไม่เกินร้อยละ 4 ในขณะนี้ ซึ่งตัวเลขนี้มาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่คิดจากราคาสินค้าควบคุม ไม่อยากคิดว่าอัตราเงินเฟ้อจริงๆของไทยเป็นเท่าไหร่กันแน่

คิดได้อย่างนี้ก็เลยพาลนึกไปว่า เอ๊ะแล้วประเทศอะไรนะที่เงินเฟ้อมากที่สุดในโลกปัจจุบัน เคยได้ยินในหนังสือหลายเล่มบอกว่าประเทศซิมบับเวเงินเฟ้อเลวร้ายที่สุด อือ เลวร้ายนี่มันแค่ไหนนะ เลยไปหาในวิกิ โอ้ววว ดวงตาเห็นธรรม ข้างล่างนี้คือข้อความจากวิกิ

"อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32 ต่อปีในปี 1998 จนถึงร้อยละ 231,000,000 ตามสถิติของทางการในเดือนกรกฎาคม 2008 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และทำให้ธนาคารต้องออกธนบัตรใบละ 1 แสนล้านดอลลาร์มาใช้ ในเดือนพฤศจิกายน 2008 ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการรายงานว่าอัตราเงินเฟ้อของซิมบับเวพุ่งขึ้นสูงถึงร้อยละ 516 ล้านล้านล้านต่อปี และราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุก ๆ 1.3 วัน และนับเป็นภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่เลวร้ายเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์โลก รองจากวิกฤติเงินเฟ้อในฮังการีในปี 1946 ซึ่งราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุก ๆ 15.6 ชั่วโมง"

โอ้วว ธนาคารออกแบงค์มานี่ 0 คงเต็มพรึดไปหมด อยากเห็นจัง แต่ๆๆๆ นี่แค่เริ่มต้น มาดูแบงค์รุ่นที่ 3 ของประเทศนี้กัน แบงค์ 100 ล้านล้านเหรียญ (บ้าไปแล้ว)


แบงค์ข้างบนนี้มีค่าราวๆ 33 ดอลล่าห์สหรัฐ
ในวิกิบอกไว้ว่า "เศรษฐกิจที่ดิ่งลงเหวนี้มีสาเหตุหลักมาจากการบริหารที่ล้มเหลวและการคอร์รัปชันของรัฐบาลมูกาเบ" ปัจจุบันซิมบับเวทำได้ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 5% ในปี 2010 แต่อย่าเพิ่งดีใจ นี่น่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อคิดเทียบกับปีที่แล้ว แต่ยังไงก็ตามอัตราเร่งมันก็ลดลงเยอะ

ประเทศในแทบบ้านเราที่อัตราเงินเฟ้อสูงๆก็คงไม่พ้นเวียตนาม ประเทศที่คาดกันว่าจะเป็นเสือตัวสุดท้ายของเอเซียแต่แล้วก็สะดุดขาตัวเอง เวียตนามเองเงินเฟ้อก็สูงใช้ได้เหมือนกันคือประมาณเกือบ 20% ในปัจจุบัน ไปดูแบงค์เวียตนามกันบ้าง


อืม 5แสนด่อง ก็ไม่เลว

หวังว่าไทยจะหยุดอยู่แค่แบงค์พันก็แล้วกัน

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กฎการเข้าซื้อขายหุ้น

ทุกคนต้องมีกฎในการเข้าซื้อขายหุ้น ใช้เวลาอยู่กับกฎนั้น ทบทวนกฎเมื่อถึงเวลาว่ากฎนั้นยังใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่
ต่อไปนี้กฎที่ต้องทำทุกครั้งคือ

การเลือกหุ้น เลือกหุ้นที่อยู่ใน SET100 เท่านั้น

การเข้าซื้อหุ้น
1. ซื้อหุ้นที่เป็นขาขึ้นเท่านั้น หุ้นจะเป็นขาขึ้นหรือเปล่าให้ดูจาก MACD อยู่เหนือเส้น 0
2. หุ้นต้องมี higher high หรือทำจุดสูงสุดใหม่ ถ้าอยู่ wave 1 ได้จะดีมาก หรือทำ new all time high (สูงสุดตั้งแต่เข้าตลาด)
3. หุ้นต้องมี volume วันที่ซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ย 6 เดือนย้อนหลัง (หา indi อยู่ ยังอาจพักไว้ก่อน)

การขายหุ้น
1. ขายเมื่อราคาลงมา "แตะ" stop loss ห้ามแหกกฎ
    - เมื่อหุ้นน่าจะอยู่ใน wave 1, 5, B ใช้ trailling stop หรือกฎ hi-lo
    - เมื่อหุ้นน่าจะอยู่ใน wave 3 ขายเมื่อหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ ที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเดิม

ปริมาณการเข้าซื้อ
ใช้สูตร 3-2-1 หุ้นแต่ละตัวซื้อแค่ 3 ครั้ง แบ่งเงินเป็น 6 ส่วน และซื้อเพิ่มเมื่อทำ higher high